• Statue of Liberty

อเมริกาคว่ำบาตรอิหร่าน ความสัมพันธ์บนเส้นขนาน

รัฐบาลวอชิงตันเป็นผู้นำในการผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรต่ออิหร่านหลายด้าน อย่างไรก็ตาม รัฐบาลวอชิงตันชุดปัจจุบันถอนตัวออกจากข้อตกลงดังกล่าว และกลับมาใช้มาตรการกดดันทางเศรษฐกิจต่อรัฐบาลเตหะราน “อย่างเต็มรูปแบบ”

ภายใต้ข้อตกลงนิวเคลียร์ฉบับปี 2558 ระหว่างอิหร่านกับกลุ่มประเทศมหาอำนาจ “พี 5+1” ที่ประกอบด้วยสมาชิกถาวร 5 ประเทศของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ( ยูเอ็นเอสซี ) ได้แก่ สหรัฐ รัสเซีย จีน ฝรั่งเศส และสหราชอาณาจักร พ่วงด้วยเยอรมนีและสหภาพยุโรป (อียู) รัฐบาลวอชิงตันเป็นผู้นำในการผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรต่ออิหร่านหลายด้าน อย่างไรก็ตาม รัฐบาลวอชิงตันชุดปัจจุบันของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ถอนตัวออกจากข้อตกลงดังกล่าว และกลับมาใช้มาตรการกดดันทางเศรษฐกิจต่อรัฐบาลเตหะราน “อย่างเต็มรูปแบบ” ตั้งแต่วันที่ 7 ส.ค.ที่ผ่านมา ครอบคลุมภาคอุตสาหกรรมสำคัญแทบทุกประเภทและการทำธุรกรรมด้วยสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ ในขณะที่การคว่ำบาตรอุตสาหกรรมน้ำมันซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ของอิหร่าน จะมีผลหลังจากนั้น 90 วัน คือในช่วงต้นเดือนพ.ย.นี้

แต่หากสหรัฐต้องการให้การกลับมาคว่ำบาตรอย่างหนักหน่วงรอบนี้จุดชนวนความวุ่นวายทางเศรษฐกิจ และการเดินขบวนประท้วงต่อต้านรัฐบาลดังเช่นที่เกิดขึ้นเมื่อช่วงวันปีใหม่ เห็นทีจะต้อง “ผิดหวัง” จริงอยู่ที่เศรษฐกิจของอิหร่านยังคงอยู่ในภาวะบอบช้ำอย่างมาก และบรรยากาศในภาพรวมยังเป็นไปอย่างไม่แน่นอน แม้เพิ่งลืมตาอ้าปากได้จากการผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรในสมัยรัฐบาลของประธานาธิบดีบารัค โอบามา ตลอดระยะเวลา 2-3 ปีที่ผ่านมา แต่อิหร่านเป็นหนึ่งในประเทศที่มีมาตรการควบคุมการใช้งานอินเทอร์เน็ตเข้มงวดมากที่สุดประเทศหนึ่งของโลก จึงเป็นเรื่องยากสำหรับประชาชนในประเทศ ที่จะปะติดปะต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้อย่างชัดเจน นอกเหนือจากกฎหมายการควบคุมการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชนที่รัดกุมเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

นอกจากนี้ หน่วยงานด้านความมั่นคงของอิหร่าน โดยเฉพาะกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่าน ( ไออาร์จีซี ) ซึ่งขึ้นตรงกับผู้นำสูงสุดของประเทศ ปัจจุบันคืออยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ที่เรียกได้ว่าเป็นรากฐานของเสถียรภาพของความมั่นคงภายในประเทศในปัจจุบัน การที่ไออาร์จีซีแสดงบทบาทอย่างชัดเจนว่ามีศักยภาพและที่สำคัญคือความซื่อสัตย์ต่ออยาตอลเลาะห์ เป็นการการันตีว่ายังคงเป็นเรื่องยากที่ “ภัยคุกคามจากภายนอก” จะแทรกซึมเข้าสู่ภายในอิหร่านได้โดยง่าย แม้สถานการณ์ประท้วงต่อต้านรัฐบาลเกิดบ่อยครั้งขึ้น และสื่อตะวันตกส่วนใหญ่พร้อมใจกันโหนกระแสอย่างรวดเร็ว ด้วยการเหมารวมว่าเป็นการต่อต้านระบอบการปกครองของอิหร่าน แต่ “ความเด็ดขาด” ของไออาร์จีซีและหน่วยงานความมั่นคงแห่งอื่นพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า สถานการณ์ประท้วงยังเป็นเพียง “เรื่องเล็กน้อย

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของการกำกับนโยบายบริหารนั้น ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจเป็นจุดอ่อนชัดเจนของประธานาธิบดีฮัสซัน โรฮานี นับตั้งแต่เข้ามาบริหารประเทศเมื่อปี 2556 และสหรัฐจับจุดเรื่องนี้ได้อย่างถูกต้องมาตลอด เพราะทีมงานเศรษฐกิจของโรฮานีล้วนเป็นพันธมิตรทางการเมืองเหนียวแน่นที่หากเปลี่ยน แปลงแม้ตำแหน่งเดียวก็อาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของคณะรัฐมนตรีทั้งหมด ซึ่งแน่นอนว่าอเมริกาทราบดี และสามารถใช้เรื่องนี้กดดันอิหร่านได้อย่างต่อเนื่อง แม้แต่ในยุครัฐบาลโอบามาที่มีการผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรเกือบทั้งหมดก็ตาม การที่รัฐบาลเตหะรานตัดสินใจในช่วงเดือนสุดท้ายก่อนถึงวันคว่ำบาตร ด้วยการตรึงอัตราแลกเปลี่ยน ส่งผลให้เงินเรียลยิ่งอ่อนค่าจนถึงขั้นทรุด และธนาคารตลอดจนร้านรับแลกเปลี่ยนเงินที่อ้างอิงตามอัตราของรัฐบาลไม่สามารถให้บริการได้ ส่งผลให้ชาวอิหร่านหันไปใช้บริการในตลาดมืด และรัฐบาลยกเลิกมาตรการดังกล่าวในที่สุด ช่วยให้เงินเรียลกลับมาแข็งค่าอีกครั้ง

จริงอยู่ที่ชาวอิหร่านใช้ชีวิตร่วมกับมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไปแล้ว และอย่าลืมว่ารัฐบาลทรัมป์แบ่งการคว่ำบาตรออกเป็น 2 รอบ และ “ของจริง” จะเกิดขึ้นในเดือนพ.ย.นี้ พุ่งเป้าเล่นงานอุตสาหกรรมพลังงานของอิหร่านโดยตรง โดยเฉพาะการผลิตและส่งออกน้ำมันดิบ ในขณะที่สถาบันการเงินของอิหร่านไม่อาจทำธุรกรรมเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐได้อีก ย่อมหมายความถึงการต้องออกจากกลไก “เปโตรดอลลาร์” นำอิหร่านเข้าสู่สัญญาซื้อขายน้ำมันดิบล่วงหน้าเป็นสกุลเงินหยวน หรือ “เปโตรหยวน” ไปโดยปริยาย เป็นการทดสอบความแข็งแกร่งของเปโตรหยวนไปในตัว ยิ่งไปกว่านั้นจีนเป็นประเทศผู้นำเข้าน้ำมันดิบจากอิหร่านเป็นอันดับ 1 ด้วยมูลค่าการซื้อขายมากถึง 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 499,500 ล้านบาท) เมื่อปีที่แล้ว และจีนประกาศอย่างชัดเจนแล้วว่าจะไม่ลดปริมาณการนำเข้าน้ำมันดิบจากอิหร่าน

ขณะที่ปฏิกิริยาของอียูในตอนนี้แสดงออกอย่างชัดเจนว่า “ไม่เอาด้วย” กับมาตรการของทรัมป์ และยืนยันว่าต้องการปกป้องผลประโยชน์ของผู้ประกอบการในภูมิภาคที่ลงทุนกับอิหร่านตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา แต่ท่าทีที่แท้จริงของอียูต้องประเมินกันในระยะยาวมากกว่า ว่าสมาชิกทั้ง 28 ประเทศ ที่กำลังจะเหลือ 27 ประเทศหลังเดือน มี.ค.ปีหน้า เมื่อสหราชอาณาจักรพ้นสถานภาพสมาชิก จะสามารถเกาะกลุ่มกันในเรื่องนี้ได้อย่างแน่นแฟ้นแท้จริงแค่ไหน ด้วยปัญหาภายในภูมิภาคที่รุมเร้ามากพออยู่แล้ว ทุกประเทศย่อมต้องดิ้นรนเพื่อเอาตัวรอด

ทั้งนี้ สถานการณ์ระหว่างสหรัฐกับอิหร่านจึงเป็นมากกว่าการกดดันของรัฐบาลวอชิงตันเพื่อเอาชนะรัฐบาลเตหะราน แต่ยังรวมถึงความพยายามรักษาอิทธิพลของสหรัฐในภูมิภาคตะวันออกกลาง ที่กำลังเผชิญกับความท้าทายด้านอิทธิพลทางเศรษฐกิจจากจีน ในขณะที่ยุโรปซึ่งเป็นลูกไล่มาตลอดเริ่มแข็งข้อบ้างในบางเรื่อง ด้วยเหตุนี้ เพื่อให้มั่นใจว่าจะเป็นผู้มีอิทธิพลในตะวันออกกลางให้ได้ต่อไป “การแทรกแซง” ในภูมิภาค โดยเฉพาะอิหร่านซึ่งเป็นหนามยอกอกเพียงหนึ่งเดียวที่เหลืออยู่ในบริเวณนี้ จึงเป็นกลยุทธ์สำคัญที่สหรัฐเชื่อว่าจะยังคงใช้ได้อยู่ แต่คงไม่ง่ายเหมือนแต่ก่อนแล้ว.