• Statue of Liberty

อเมริกากับมายาภาพทางเศรษฐกิจ

ไหนๆ ก็เริ่มเปิดฉากสัปดาห์นี้ด้วยเรื่อง “สงครามการค้า” ของอเมริกาไปแล้วเมื่อวานนี้…วันนี้เลยต้องขออนุญาตชวนไปดู ว่าผู้ที่เปิดสมรภูมิสงครามการค้ากับใครต่อใครเค้าไปทั่ว อย่างคุณพ่ออเมริกานั้น ท่านจะ “ยืนระยะ” ไปได้อีกตราบนานเท่านานถึงเพียงไหน หรือสิ่งที่นักวิเคราะห์ทางเศรษฐกิจซีอีโอแห่งบริษัท “Euro Pacific Capital” อย่าง “นายPeter Schiff” ท่านเรียกว่า “มายาภาพ” อันเป็นตัวทำให้บรรดานักลงทุนทั้งหลายพากันเชื่อๆ ไปในทำนองว่า เศรษฐกิจอเมริกาน่าจะกลับมา “บูม” อีกครั้ง รวมทั้งอเมริกาจะเป็นฝ่ายชนะในสงครามการค้านั้น เอาไป-เอามาแล้ว…มันจะเป็นของจริง-ของแท้ หรือของปลอมกันแน่!!!

และเพื่อไม่ให้ต้องปวดหัว เวียนเฮดกับเรื่องเศรษฐส่ง เศรษฐศาสตร์ ที่มันมักออกไปทาง “กระยาสารท” คือต้องเคี้ยวไป-เคี้ยวมาชนิดเมื่อยปาก เมื่อยกรามกว่าจะกลืนกินลงไปได้ เอาง่ายๆ…แค่ลองตามไปดูข่าวคราว ว่าด้วยเรื่อง “ตัวเลขการขาดดุลงบประมาณ” ของรัฐบาลอเมริกัน ที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ เพิ่งนำเสนอเป็นรายงานไปเมื่อวัน-สองวันที่ผ่านมานี่เอง ซึ่งสามารถใช้เป็นภาพสะท้อนถึง “รายรับ-รายจ่าย” ของกลไกการบริหารจัดการระดับทั่วประเทศทั้งหมด ว่ารับเท่าไหร่ จ่ายเท่าไหร่ รับมาจากอะไร แล้วเอาไปจ่ายทำอะไร ก็น่าจะพอคิดได้เองว่า ผู้ที่ก่อให้เกิดพฤติกรรมเหล่านี้ น่าจะอยู่ได้ ยืนได้ หรือน่าจะเจ๊ง น่าจะฉิบหายวอดวาย กันภายในขั้นตอนสุดท้าย…

ตามรายงานของธนาคารกลาง หรือ “FED” ได้สรุปเอาไว้ประมาณว่า…ยอดขาดดุลงบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ ในช่วงสิ้นปีนี้ มีจำนวนเพิ่มขึ้นกว่าปีที่ผ่านมาถึง 21 เปอร์เซ็นต์ ก่อให้เกิดช่องว่างทางงบประมาณกว้างที่สุดในรอบ 6 ปี หรือน่าจะมีจำนวนไม่ต่ำกว่า 769,000 ล้านดอลลาร์ หรือมีรายจ่ายมากกว่ารายรับปาเข้าไปเกือบ 8 แสนล้านดอลลาร์ ถ้าหากเอาตัวเลขเงินบาทไทยเข้าไปคูณ ก็ตกประมาณเกือบ 30 ล้านล้านบาท พอๆ กับงบประมาณทั้งหมดของประเทศไทยที่สามารถนำไปใช้บริหารจัดการบ้านเมือง ได้นับเป็นสิบๆ ปีเอาเลยถึงขั้นนั้น Slot Online

โดยเหตุที่ “รายจ่าย” มันมากกว่ารายรับไปเกือบ 1 ล้านล้านดอลลาร์นั้น…ว่ากันว่าน่าจะเป็นเพราะสาเหตุหลัก 2 ประการใหญ่ๆ ด้วยกัน คือเนื่องจาก “ปรับลดภาษีรายได้”เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเมื่อปีที่แล้ว อันทำให้ขาด “รายรับ” ไปเป็นจำนวนไม่น้อย แม้ว่าจะช่วยให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจดูดีขึ้นมาบ้าง คือโตได้ถึง 4.1 เปอร์เซ็นต์ในไตรมาส 2 ของปีนี้ แต่ก็ไม่ได้ถือว่าดีเด่อะไรกันมากมาย เพราะแม้แต่ยุค “โอมาบ้า” (โอบามา)ในบางช่วง บางระยะก็เคยโตไปถึง 5.1 มาแล้ว หรือไม่อาจนำไปใช้เป็นตัววัดตัดสินว่าทุกสิ่งทุกอย่างมันจะต้องดีๆ ยิ่งๆ ขึ้นไป โดยเฉพาะเมื่อมองจากสาเหตุหลักอีกประการหนึ่ง นั่นก็คือการที่บรรดา “รายจ่าย” ทั้งหลาย ส่วนใหญ่…มันไม่ได้ถูกนำไปใช้เพื่อการผลิต การปรับปรุงสาธารณูปโภค สวัสดิการ หรือการลงทุน ฯลฯ ใดๆ เอาเลยแม้แต่น้อย แต่หนักไปทางเอาไปใช้จ่ายเพื่อ “การทหาร” นั่นแหละเป็นหลัก จนทำให้รายจ่ายด้านนี้เพิ่มขึ้นถึง 4.4 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา…

พูดง่ายๆ ว่า…เอาไปรบราฆ่าฟันใครต่อใคร แบบแพ้แล้วก็แพ้อีก แพ้ในซีเรีย ในอิรัก แถมเผลอๆ อาจใกล้แพ้ในอัฟกานิสถาน ฯลฯ ตามมาอีกต่างหาก จนต้องคิดควักเงินไปใช้สร้าง “กองบัญชาการในอวกาศ” เอาเลยถึงขั้นนั้น ไม่ได้เอามาใช้ “ผลิต” อะไรต่อมิอะไรออกไปขายให้พอได้ดุล หรือเกินดุลกะเค้ามั่ง และภายใต้ทิศทางการใช้จ่ายงบประมาณกันไปแนวนี้ กระทรวงการคลังของสหรัฐฯ จึงพอประเมินได้ว่า ในช่วงปีหน้า หรือปี ค.ศ. 2019 ไปจนถึง 2021 แนวโน้ม “การขาดดุลงบประมาณ” ของรัฐบาลสหรัฐฯ หนีไม่พ้นต้องพุ่งขึ้นไปถึง 1.1 ล้านล้านดอลลาร์ในแต่ละปี อันทำให้หนีไม่พ้นต้องหันไปกู้หนี้ยืมสินด้วยกรรมวิธีต่างๆ ไม่ว่าการออกพันธบัตร พิมพ์แบงก์เพิ่ม ฯลฯ หรืออะไรต่อมิอะไรก็แล้วแต่…

และนั่นย่อมทำให้หนี้สินโดยรวมของประเทศอเมริกา น่าจะพุ่งไปถึงไม่น้อยกว่า 21 ล้านล้านดอลลาร์ หรือกว่าครึ่งพันล้านล้านบาท เรียกว่า…ต้องหาทางใช้หนี้กันไปจนกว่าจะ “สิ้นชาติ” หรือแม้แต่สิ้นชาติไปแล้วก็ยังอาจใช้หนี้ไม่หมดเอาเลยถึงขั้นนั้น แล้วยังงี้ประเทศอเมริกาจะไปเหลืออะไร!!! แม้แต่ชาวอเมริกันชนเองก็เถอะ…ถ้าว่ากันตามการประมาณการของ “สำนักงบประมาณประจำรัฐสภาสหรัฐฯ” นับตั้งแต่ช่วงปี ค.ศ.2009 ที่เคยคาดการณ์เอาไว้ว่าในขณะที่ภาวะหนี้สินของประเทศภายในปี ค.ศ. 2019 น่าจะมีจำนวนไม่น้อยกว่า 18-23 ล้านล้านดอลลาร์ บรรดาอเมริกันชนในแต่ละตัวบุคคล หนีไม่พ้นต้องร่วมแบกรับภาระหนี้รายละไม่ต่ำกว่า 63,333 ดอลลาร์ หรือรายละกว่า 2 ล้านบาทขึ้นไป…

ดังนั้น…เมื่อทุกสิ่งทุกอย่างออกไปในแนวนี้ โอกาสที่ภาวะเศรษฐกิจอเมริกาจะกลับมา “บูม” อีกครั้ง หรือโอกาสที่อเมริกาจะชนะสงครามการค้ากับใครต่อใคร มันจึงน่าจะออกไปทาง “มายาภาพ” อย่างที่ “นายPeter Schiff” ท่านว่าเอาไว้จริงๆ นั่นแหละ ส่วนอะไรที่เป็นของจริง-ของแท้นั้น นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดัง แห่งวิทยาลัยธุรกิจสเติร์น มหาวิทยาลัยนิวยอร์ก ผู้มีนามเรียกขานว่า ศาสตราจารย์ “นูเรียล รูบินี” (Nouriel Roubini) ท่านเคยให้คำนิยามเอาไว้ตั้งแต่เกือบ 10 ปีที่แล้วว่า ภาวะเศรษฐกิจอเมริกานั้น…แทบไม่ต่างอะไรไปจาก “แชร์ลูกโซ่” นั่นเอง และได้คาดคะเน ทำนายเอาไว้ตั้งแต่ช่วงนั้นมาแล้วว่า… “เมื่อไหร่ก็ตาม ที่รัฐบาลสหรัฐฯ เดินไปถึงจุดที่จะต้องกู้ยืมเงินมาเพื่อจ่ายดอกเบี้ย ให้กับหนี้สินที่ตัวเองก่อขึ้นมา เมื่อนั้น…รัฐบาลสหรัฐฯ ไม่ว่าผู้นำจะเป็นใคร หรือมาจากพรรคใดก็ตาม ย่อมต้องถูกผลักดันให้เข้าสู่วงจรแบบเดียวกันกับบรรดาพวกแชร์ลูกโซ่ทั้งหลาย และสุดท้าย…ก็จะนำมาซึ่งความล้มละลายของประเทศทั้งประเทศ…” จริง-ไม่จริง เชื่อ-ไม่เชื่อ…อีกประเดี๋ยวคงรู้เอง!!!