• Statue of Liberty

‘สหรัฐฯ-จีน’เปิด’ศึกขึ้นภาษี’รอบใหม่

เอเจนซีส์ – อเมริกา-จีนเปิดสงครามการค้ายกใหม่ในวันพฤหัสบดี (23ส.ค.) ด้วยการที่วอชิงตันขึ้นภาษีศุลกากร 25% ซึ่งเรียกเก็บจากสินค้าจีนรวมมูลค่า 16,000 ล้านดอลลาร์ แล้วปักกิ่งก็ตอบโต้คืนกับสินค้าสหรัฐฯในอัตราและมูลค่าเท่าๆ กัน ถึงแม้คณะเจ้าหน้าที่สองประเทศกำลังเปิดการเจรจากันอีกครั้งอยู่ในกรุงวอชิงตัน ขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ก็เตือนว่า ข้อพิพาทนี้กำลังสร้างความเสี่ยงขาลงต่อเศรษฐกิจอเมริกันก็ตาม

จากศึกยกใหม่นี้หมายความว่า ประเทศเศรษฐกิจอันดับ 1 และ 2 ของโลกใช้มาตรการตอบโต้ตาต่อตาฟันต่อฟันกับสินค้ารวมเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 100,000 ล้านดอลลาร์นับจากต้นเดือนที่แล้ว นอกจากนั้นยังมีการเตรียมบัญชีรายชื่อสินค้าที่จะถูกรีดภาษีรออยู่อีกหลายแสนล้านดอลลาร์

กระทรวงพาณิชย์จีนออกคำแถลงในวันพฤหัสบดี (23) ว่า ปักกิ่งไม่เห็นด้วยกับการใช้มาตรการภาษีศุลกากร แต่ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากตอบโต้ด้วยมาตรการเดียวกันในมูลค่าเท่ากัน และสำทับว่า จะยื่นคำร้องต่อองค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) ภายใต้กลไกการแก้ไขข้อผิดพลาด เนื่องจากสงสัยว่า พฤติกรรมของวอชิงตันนั้นละเมิดกฎของดับเบิลยูทีโอ

มาตรการลงโทษครั้งล่าสุดนี้ของสหรัฐฯ ครอบคลุมสินค้าจีน 279 หมวดหมู่ ตั้งแต่เซมิคอนดักเตอร์ พลาสติก เคมีภัณฑ์ จนถึงอุปกรณ์รางรถไฟ ซึ่งสำนักงานผู้แทนการค้าของสหรัฐฯ ระบุว่า ได้ประโยชน์จากแผนอุตสาหกรรม “เมด อิน ไชน่า 2025” ของปักกิ่งที่มีเป้าหมายทำให้จีนสามารถแข่งขันในอุตสาหกรรมไฮเทค

สำหรับจีนมุ่งลงโทษสินค้าอเมริกัน 333 หมวดหมู่ ซึ่งรวมถึงถ่านหิน เชื้อเพลิง ผลิตภัณฑ์เหล็กกล้า รถบัส และอุปกรณ์การแพทย์

ทั้งนี้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศไว้ว่า จะใช้การดำเนินการทางการค้าอย่างแข็งกร้าวเพื่อลดยอดขาดดุลการค้าของสหรัฐฯ ทว่าที่ผ่านมาพวกประเทศคู่ค้าต่างตอบโต้อย่างแข็งกร้าวเช่นกัน ส่งผลให้เกษตรกร ผู้ผลิต และผู้บริโภคอเมริกันต้องรับเคราะห์ไปด้วย

ในวันพุธ เฟดกล่าวเตือนเอาไว้ในรายงานฉบับหนึ่งว่า ข้อพิพาททางการค้าที่ลุกลามบานปลาย สร้างความเสี่ยงขาลงต่อกิจกรรมเศรษฐกิจที่แท้จริง ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อและขยายวงจะส่งผลลบต่อความเชื่อมั่นในภาคธุรกิจ บั่นทอนการลงทุนและการจ้างงาน เพิ่มต้นทุนการผลิต และลดอำนาจซื้อของครัวเรือนอเมริกัน

ขณะเดียวกัน พวกนักเศรษฐศาสตร์คาดว่า ทุก 100,000 ล้านดอลลาร์ของการนำเข้าที่ถูกรีดภาษีศุลกากรจะส่งผลให้การค้าโลกหดตัวลง 0.5% และการเติบโตของจีนจะวูบลง 0.1-0.3% ในปีนี้ ขณะที่อเมริกาสามารถต้านทานผลกระทบได้ดีกว่า ยิ่งเมื่อถึงปีหน้าสถานการณ์จะยิ่งเลวร้ายลง โดยสร้างความเสียหายถ้วนทั่วไปยังประเทศอื่นๆ ที่เชื่อมโยงกับจีนในห่วงโซ่อุปทานของโลก

กระนั้น วอชิงตันยังมีคิวเชือดสินค้าจีนอีก 200,000 ล้านดอลลาร์ที่อยู่ระหว่างการรับฟังความคิดเห็นของสาธารณชน ขณะที่ปักกิ่งขู่เก็บภาษีล็อตใหม่กับผลิตภัณฑ์ของสหรัฐฯ มูลค่า 60,000 ล้านดอลลาร์ และอาจกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งกับธุรกิจอเมริกันในจีน ซึ่งอาจเป็นการคว่ำบาตรแบบที่เคยสั่งสอนเกาหลีใต้และญี่ปุ่นมาแล้ว

ทว่า วิลเบอร์ รอสส์ รัฐมนตรีพาณิชย์สหรัฐฯ แสดงความมั่นใจว่า จีนไม่สามารถตอบโต้อเมริกาได้อย่างทัดเทียม โดยจีนรู้ดีว่า อเมริกามีกระสุนมากกว่าและเศรษฐกิจก็เข้มแข็งกว่า

ทรัมป์นั้นได้ประกาศข่มขู่ขึ้นภาษีศุลกากรสินค้าเข้าจากจีนให้ถึง 500,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นมูลค่าสินค้าจีนทั้งหมดที่เข้าสู่อเมริกา และตั้งข้อสังเกตว่า ปักกิ่งไม่สามารถตอบโต้ด้วยมาตรการภาษีต่อไปได้ เพราะจีนนำเข้าสินค้าอเมริกันปีละไม่ถึง 200,000 ล้านดอลลาร์

อย่างไรก็ตาม หลายฝ่ายกังวลว่า ปักกิ่งอาจเลือกตอบโต้ด้วยวิธีการอื่น เช่น ทำให้บริษัทอเมริกันในจีนอยู่ยากขึ้น หรือปล่อยให้เงินหยวนอ่อนลงเพื่อสนับสนุนผู้ส่งออก

การเปิดศึกรอบใหม่มีขึ้นขณะที่เจ้าหน้าที่ระดับกลางของอเมริกาและจีนเริ่มการหารืออย่างเป็นทางการครั้งแรกเมื่อวันพุธ (22) ที่วอชิงตัน นับจากที่สงครามการค้าระเบิดขึ้นในเดือนมิถุนายน

ทั้งนี้เดวิด มัลพาสส์ ปลัดกระทรวงการคลังฝ่ายกิจการระหว่างประเทศของสหรัฐฯ กำลังนำทีมหารือกับคณะผู้แทนจีนที่นำโดยหวัง โซวเหวิน รองรัฐมนตรีพาณิชย์ และเลี่ยว หมิน รองรัฐมนตรีคลัง โดยการหารือจะสิ้นสุดในวันพฤหัสบดี

ลู่ คัง โฆษกกระทรวงต่างประเทศจีน แถลงเมื่อวันพฤหัสบดี แสดงความหวังว่า อเมริกาจะร่วมมือกับจีนในการพยายามให้การเจรจาบรรลุผลลัพธ์ที่ดี

อย่างไรก็ตาม ทรัมป์เกริ่นไว้ตั้งแต่วันจันทร์ (20) ว่า ไม่คาดหวังอะไรมากจากการประชุมดังกล่าว

ขณะเดียวกัน สำนักข่าวซินหวาของทางการจีน เผยแพร่บทความแสดงความคิดเห็นว่า จีนเข้าร่วมการประชุมครั้งนี้อย่างสุจริตใจ แต่อเมริกาดูเหมือนยังไม่มีความชัดเจนว่า ตัวเองต้องการอะไร

ซินหวายังอ้างอิงปรัชญาการทำข้อตกลงซึ่งทรัมป์เขียนเอาไว้ในหนังสือของเขาเองว่า “อย่าโลภเกินไป” และว่า ทั้งสองฝ่ายควรหารือกันเกี่ยวกับประเด็นที่เป็นกังวลสูงสุด และหาวิธีผ่าทางตันครั้งนี้เพื่อให้ได้วิธีแก้ปัญหาขั้นสุดท้าย